รวม 7 ปัญหาที่ แม่ชีศันสนีย์ ช่วยเยียวยาให้พ้นทุกข์

0
18
แม่ชีศันสนีย์

รวม 7 ปัญหาที่ แม่ชีศันสนีย์ ช่วยเยียวยาให้พ้นทุกข์

แม่ชีศันสนีย์ ได้นำคำสอนทั้งทางโลก และ ทางธรรม มาช่วยแก้ไขปัญหา ให้กับผู้ที่กำลังมีความทุกข์ และไม่รู้ว่าจะหาทางออกของปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร

 

รู้ทันใจ  ก็ง่ายไปทุกอย่าง

คำถาม :  เคยคิดว่าถ้าได้ทำงานในสายงานที่รัก ในบริษัทที่มั่นคง มีเจ้านายที่เราศรัทธา แล้วจะมีความสุขค่ะ แต่ 5 ปีที่ผ่านมา เ ดิฉันเครียดทุกวัน ต่างกันแค่เครียดมาก เครียดน้อย  ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนร่วมงานแต่ละคนทำไม่ได้ กับแค่การทำตามหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จ เพื่อให้คนอื่นทำงานต่อได้  ดิฉันพูดอะไรก็ไม่ได้ เพราะอาวุโสน้อยที่สุดในแผนก ใครๆ ต่างฝากความหวังว่าเป็นน้องใหม่ที่คิดว่าต้องไฟแรง เจ้านายก็คาดหวังในงานของดิฉันมาก เรียกถามความคืบหน้าตลอด ดิฉันเครียดมากจริงๆ ค่ะ กลัวว่าวันหนึ่งจะไม่อยากไปทำงาน เพราะไม่อยากไปเจอหน้าเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านาย ทั้งๆ ที่รักงานของตัวเองมาก

แม่ชีให้กำลังใจไว้ว่า : ถ้ามีความเครียดจากการทำงานหน้าที่ของเราคือ “รู้ว่าเครียด”   ไม่ใช่ “หนีความเครียด”  ขอแค่ “รู้ตัว” เพราะความเครียดนั้นจะอยู่กับเราไม่นาน แล้วมันก็จะคลายคืนไป  “เครียด” ก็สั้น ๆ “เบื่อ” ก็สั้น ๆ “โกรธ” ก็สั้น ๆ “หงุดหงิด” ก็สั้น ๆ ฯลฯ   ทุกอย่างที่เราเห็นล้วนสั้น ๆ แล้วมัน  จะเกิดศรัทธาต่อตัวเองว่า ทุกความรู้สึกเกิดขึ้นได้ แต่มันจะอยู่กับเราสั้นมาก

ว่ากันตามจริงทุกสิ่งทุกอาการที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะคนอื่น แต่เป็นเพราะตัวเราเองไม่แข็งแรงพอที่จะรู้ทันกาย - ทันใจ ไม่รู้ทันสภาวธรรมในขณะนั้น ซึ่งจริง ๆ อาจไม่ต้องตามดู ตามรู้  แค่ยามใดรู้สึกอึดอัดก็รู้ว่าอึดอัด เห็นความอึดอัดแค่มาแล้วไป ใจเป็นอิสระจากความอึดอัดนั้น ขอให้เห็นความเป็นอิสระกับการที่ได้เห็นแล้วเราไม่เป็นทุกข์เข้าไว้เรื่อย ๆ

   อึดอัดได้ค่ะ ไม่ได้ห้าม แต่ให้เวลากับความอึดอัดน้อย ๆ“จ๊ะเอ๋” กับ “ความอึดอัด” แล้วก็รีบ“บ๊ายบาย” บอกลา “ความอึดอัด” เอาเวลามาทำงานของตัวเองอย่างนี้ก็ทำงานได้สบาย ๆ ไม่ตายทั้งเป็นแล้วล่ะค่ะ


เริ่มที่ “ห่าง” เพื่อ “เห็น”  จบที่ “เป็นหนึ่งเดียวกัน”

คำถาม : ลูกสาวอายุเพียงแค่ 15 ปี แต่มีปัญหาเรื่องชู้สาวกับเพื่อนนักเรียนชายถึง 2 คน ดิฉันร้องไห้น้ำตาจะเป็นสายเลือด ไม่รู้ทำกรรมอะไรไว้ ลูกถึงได้เป็นอย่างนี้ พูดอะไรไม่เคยเชื่อฟัง ไม่เคยสนใจเรียน ไม่เคยเหมือนลูกชาวบ้านดิฉันเอาลูกไม่อยู่จริงๆ ค่ะ ไม่รู้จะหันหน้าไปปรึกษาใคร ดิฉันตัวคนเดียว พ่อของลูกเสียไปสิบกว่าปีแล้ว ญาติสนิทก็ไม่มีเลยอยากพาลูกสาวมาให้คุณแม่ชีช่วยอบรมจะได้ไหมคะ อยากให้มาอาศัยอยู่กับคุณแม่ชีสักระยะ ดิฉันยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของลูกเต็มที่ค่ะ

แม่ชีแนะนำว่า: ความรักต้องมีความเสียสละค่ะ ถ้าต้องจ้างคนอื่นมาเลี้ยงลูกก็เท่ากับเป็นการหนีสิ่งที่เรารักถ้ารักลูกก็ควรแก้ไขตัวเราเพื่อเข้าใจลูกให้มากถ้าลูกไม่เชื่อฟัง เถียง ไม่สนใจเรียนแม่ก็เปลี่ยนเป็นฟังเขา ยืนห่างจากเขา แต่เห็นเขาจริง ๆ ว่าเขาเป็นอย่างที่เขาเป็น  เงินอาจจ้างคนมาดูแลกายลูกของเรา แต่เงินไม่สามารถจ้างใครมาดูแลใจลูกของเราได้หรอกค่ะ

อย่าเอาความคิดเห็นของเราไปตัดสินเขา แต่ให้เข้าใจว่าที่เขาเป็นอย่างนี้ เพราะเขาต้องการความช่วยเหลืออะไร ที่เขาเป็นอย่างนี้เพราะเขาต้องการบอกว่าเขาทุกข์อะไร ที่เขาเป็นอย่างนี้เขาต้องการให้เราใส่ใจเขาตรงไหน อย่างไรถ้าคุณสามารถประมวลภาพใหญ่ได้ว่าคุณนี่แหละเหมาะที่สุดที่จะเลี้ยงลูกของคุณแล้ว

มาอยู่ในโครงการโรงเรียนพ่อแม่ของเราก็ได้ มาสร้างวงกลมแห่งรักอย่างที่พวกเราช่วยให้พ่อแม่หลายคนกลับไปเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ของลูกได้เพราะเด็กในเจนเนอเรชั่นนี้ ต้องการพ่อแม่ที่เข้าใจเขาจริงๆ เปลี่ยนการสั่งเป็นการสอน  เปลี่ยนการพูดเป็นการฟัง  เปลี่ยนความต้องการของเราเป็นตัวตั้ง  เป็นการห่างจากความต้องการของเรา และเห็นเขาอย่างที่เขาเป็น เราจะได้สนับสนุนเขาได้ตรงจุดที่เขาต้องการ แล้วลูกก็จะปลอดภัยเพราะกายก็ไม่ได้อยู่ไกล และใจก็เป็นหนึ่งเดียวกัน


ตายแล้ว ไปไหน

คำถาม : ลูกพี่ลูกน้องของดิฉันอายุ 38 ปี  มีอาการผิดปกติทางร่างกาย  จึงไปพบแพทย์แล้วพบว่าป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ขั้นที่ 3  ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองป่วย  เขาก็หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ยิ่งอ่านก็ยิ่งกังวลอย่างเห็นได้ชัด  เขาบอกพวกเราว่า  เขาไม่น่าจะรอด  เขาฝาก  ให้ดิฉันและญาติๆ ดูแลแม่ของเขาด้วย  ไม่ว่าพวกเราจะให้กำลังใจอย่างไรก็ไม่ดีขึ้นเลย  เขาแอบบอกดิฉันว่า สิ่งที่เขากลัวมากคือ  “ตายแล้วไปไหน”  ดิฉันไม่รู้จะอธิบายหรือ ปลอบเขาอย่างไรค่ะ

แม่ชีสอนว่า : บอกเขาว่า อย่าสงสัยอนาคตเลยค่ะ  ถ้าอยากรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร  ขอให้ลงทุนที่ปัจจุบัน ถ้าอยู่ในโลกนี้อย่างไม่ตายทั้งเป็น  การอยู่เย็นก็จะส่งเราไปอยู่ในที่เย็นเสมอ กลับมาที่ปัจจุบันขณะ  รู้จักหายใจให้เป็น  อย่าหายใจอย่างตายทั้งเป็น  ขณะหน้าเราจะอยู่เย็นเหมือนขณะนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราต้องลงทุน  ขอให้มีกายกรรม  วจีกรรม  มโนกรรมในปัจจุบันขณะอย่างสุจริตให้ต่อเนื่องอยู่ เนืองนิตย์  ความสุจริตจะส่งผลเป็นความสุจริตเสมอ  ถ้าเราอยู่ร้อน  นอนทุกข์  ตายอย่างร้อน  ก็ไปอยู่ในที่ร้อน ถ้าอยู่เย็น  เป็นสุข  ตายอย่างเย็น  ก็ไปอยู่ในที่เย็นอยู่และดูเป็นขณะ ๆ  อย่างนี้ก็จะหมดสงสัยแล้วว่า  “ตายแล้วไปไหน”

บอกให้เขาอยู่กับปัจจุบันด้วยลมหายใจเข้าที่อ่อนโยน  เยือกเย็น  แจ่มใส  ผ่อนลมหายใจออก  ไม่ฝืน  เมื่อวาระนั้นมาถึง  ชีวิตสั้นนิดเดียวค่ะ  อย่าปล่อยให้ตัวเองใช้ชีวิตที่สั้นอย่างประมาทขาดสติ  เพราะนั่นหมายความว่าเราทำสิ่งที่สั้นอยู่แล้วให้สั้นมากขึ้น  ลุกขึ้นมาจากการจมอยู่กับการหาข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งที่ทำให้จิตดิ่งลง ๆ เถอะค่ะ  หันมาใช้ชีวิตอย่างจบในแต่ละวันอย่างไม่ประมาท  ไม่จม  แล้วเขาจะเห็นว่า  ความตายที่ใกล้เข้ามานั้นไม่ใช่สิ่งน่ากลัว

“รักษาใจ”ส่วนการ “รักษากาย” ยกให้เป็นหน้าที่ของคุณหมอ  ซึ่งต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุดอยู่แล้ว

คลิกเลข 2 เพื่ออ่านหน้าถัดไป 

ความเห็น