เชษฐ์ วรเชษฐ์ เอมเปียร์ กับชีวิตในแบบ “ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา”

0
15
เชษฐ์ วรเชษฐ์

เชษฐ์ วรเชษฐ์ เอมเปียร์ กับชีวิตในแบบ “ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา”

เชษฐ์  วรเชษฐ์  เอมเปียร์ กับชีวิตในแบบ “ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา”

เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ววรเชษฐ์ เอมเปีย หรือ เชษฐ์วงสไมล์บัฟฟาโล มือกลองอารมณ์ดีที่มีฝีไม้ลายมืออันเป็นเอกลักษณ์เป็นหนึ่งในนักดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคที่ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อครุ่งเรืองหลังจากนั้นเขากลับหายหน้าหายตาจากวงการไปนาน เราได้พบเขาอีกครั้งในฐานะของ “เกษตรกร”

ทำไมเขาจึงเลือกหันหลังให้ชีวิตที่เคยฟุ้งเฟ้อ และกลับมาใช้ชีวิตธรรมดา ๆ โดยยึดหลัก “ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา” ที่บ้านเกิดวันนี้เขาพร้อมถ่ายทอดเรื่องราวให้ฟังแล้ว

ฝันที่ไม่เป็นจริง

หลังจบ ม.6 ผมมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯตามความฝัน ผมและเพื่อนตั้งวงดนตรีด้วยกัน แล้วไปรับจ้างเล่นดนตรีตามผับบาร์แต่ชีวิตความเป็นอยู่ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิดเราต้องอยู่อย่างขัดสน เพราะโดนโกงค่าจ้างอยู่ซ้ำ ๆ จนอยากเลิกทำอาชีพนี้

แต่แล้วก็มีเพื่อน ๆ ชวนมาเล่นดนตรีแบ็กอัพให้ศิลปิน การหันมาเล่นวงแบ็กอัพให้ศิลปินทำให้ผมมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับ พี่แทนวงเอาท์ไซเดอร์ จากการได้รับคัดเลือกให้เป็นวงแบ็กอัพในช่วงที่มาทัวร์คอนเสิร์ตที่เมืองไทย พอเริ่มสนิทกันพี่แทนจึงแต่งเพลงดีเกินไป และ ฟ้ายังฟ้าอยู่ ให้วงของเราโดยวางแนวเพลงไว้เป็นแบบอัลเทอร์เนทีฟร็อคซึ่งเป็นแนวเพลงค่อนข้างใหม่ในสมัยนั้น   เรียกได้ว่าพี่แทนเป็นผู้ปั้น วงสไมล์บัฟฟาโล ขึ้นมา เพราะเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือและชี้แนะให้เราเล่นและร้องแบบมีเอกลักษณ์เป็นที่จดจำของคนฟัง

เราทั้งสี่คนตระเวนเสนอเพลงตามค่ายต่าง ๆ แต่ทุกที่ก็เงียบหายไปหมด ผมและเพื่อน ๆ เครียดมาก เพราะตอนนั้นไม่ได้รับงานประจำ เงินทองก็ไม่มีใช้จ่าย ต้องอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ ไปวัน ๆ ช่วงเวลานั้นผมทั้งท้อและเสียใจ จึงตัดสินใจหนีกลับบ้านไปคนเดียว โดยเขียนจดหมายขอโทษทุกคนว่าจะไม่เล่นดนตรีแล้ว   ผมกลับบ้านด้วยสภาพที่โทรมและผอมแห้ง เมื่อเห็นแม่ก็โผเข้ากอดท่านและบอกว่า   “หนูกลับมาบวชให้แม่นะ”

จากนั้นผมก็ทิ้งทุกอย่างเพื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ผมตั้งใจเรียนรู้ธรรมะและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ตอนนั้นจิตใจสงบมาก พ่อแม่ก็ชื่นใจ ญาติโยมก็ชื่นชมแต่บวชได้ไม่นานนัก ชีวิตของผมก็มาถึงทางแยกอีกครั้ง   ผมกลับมาบวชที่บ้านเกิดเป็นเวลาเกือบเดือน ชีวิตในผ้าเหลืองทำให้จิตใจสงบ  แต่แล้ววันหนึ่งก็ถึงเวลาที่ผมต้องตัดสินใจครั้งใหญ่อีกครั้ง เพื่อน ๆ วงสไมล์บัฟฟาโลมาเยี่ยมที่วัดและบอกว่า  “หลวงพี่ ตอนนี้ทางค่ายเพลง EMIรับเราเป็นศิลปินแล้วนะ”

ตอนที่ได้ยินหัวใจผมลิงโลดไปแล้ว แต่ต้องพยายามตั้งสติและสงบจิตใจ และถามย้ำอีกครั้ง ซึ่งทุกคนก็พูดคำเดิมว่า ตอนนี้วงสไมล์บัฟฟาโลจะได้ออกเทปแล้ว เพื่อน ๆบอกว่า เราต้องไปทำเพลงเลยทันที   ตอนนั้นผมคิดว่าความฝันกำลังจะเป็นจริงแล้ว คงต้องขอออกไปสู้อีกสักครั้ง จึงตัดสินใจไปหาพระอาจารย์ กราบเรียนท่านว่าขอสึก  ท่านฟังเหตุผลและเห็นว่าตั้งใจจริงจึงไม่ได้ขัดอะไร จากนั้นผมก็เดินมาบอกพ่อกับแม่ที่บ้านท่านก็อนุญาต วันรุ่งขึ้นจึงสึกออกมา

เมื่อสึกแล้ว ผมเข้ากรุงเทพฯทันทีเพื่อไปเซ็นสัญญากับค่ายเพลง จากนั้นบริษัทก็ส่งวงของเราไปอัดเพลง การอัดเสียงสมัยนั้นเครื่องดนตรีทุกชิ้นต้องเล่นกันสด ๆ คนร้องก็ต้องร้องสด แล้วอัดเสียงกันตั้งแต่ต้นจนจบเพลง  เราจึงตั้งใจทุ่มเทเต็มที่ ใส่กันอย่างไม่ยั้ง ไม่ว่าต้องอัดเพลงใหม่สักกี่รอบก็ไม่ท้อ ในที่สุดก็ได้ออกอัลบั้มแรกสมใจ พอปล่อยเพลงออกมาก็ดังเปรี้ยง กี่เพลง ๆ ก็ติดชาร์ตตลอด

ความเห็น