พาไปเช็คอิน “อุตรดิตถ์” เมืองมีเสน่ห์ที่ไม่เร้นลับ สวยงาม ชวนสัมผัส ทุกมุมของเมือง

0
1383

หากพูดถึงจังหวัดอุตรดิตถ์ หลายคนอาจจะนึกไม่ออก ว่าจังหวัดนี้มีอะไรให้ได้เที่ยวบ้าง และหลายคนอาจมองว่าเมืองนี้เป็นเพียงแค่เมืองทางผ่านขึ้นไปเที่ยวภาคเหนือ แต่จริงๆ แล้วที่นี่เต็มไปด้วยสิ่งที่มีเสน่ห์มากมาย และมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ เยอะแยะเลยทีเดียว และวันนี้เราจะรวบรวมเอามาไว้ให้ทุกๆ คนได้รับชมกันอย่างจุใจเลยทีเดียว รับรองว่าวันนี้ได้ชื่นใจและสนุกสนานกันกับ จ.อุตรดิตถ์อย่างแน่นอน

 

และสถานที่แรกที่เราจะพาไปเที่ยวกันก็คือ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนดินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มาถึงก็ได้เห็นสิ่งแปลกตา ที่เกิดจากธรรมชาตินั่นก็คือ แม่น้ำสองสีที่มีสีตัดกัน แถบหนึ่งเป็นสีเขียวตัดกับน้ำป่าสีแดงแบบแบ่งชัด เรียกว่าน่าสนใจมาก

แม่น้ำสองสีแห่งนี้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากน้ำที่ถูกปล่อยออกมาจากเขื่อนสิริกิติ์ที่ไหลมาบรรจบกันที่แม่น้ำปาดซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านลำห้วยต่างๆ จนเกิดเป็นสีขุ่นแดง ซึ่งแม่น้ำสองสีแห่งนี้จะมีให้เราได้ชมกันเฉพาะช่วงฤดูฝนเท่านั้น นอกจากเขื่อนสิริกิต์จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวของ จ.อุตรดิตถ์แล้ว เขื่อนแห่งนี้ยังเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าที่สำคัญของประเทศอีกด้วยครับ

การเดินทางมาดูแม่น้ำสองสีที่นี่ ถ้าหากเราเดินทางจากศาลากลาง จ.อุตรดิตถ์ โดยใช้ถนนหลวงหมายเลข 1045 จากนั้นตรงมาตามป้ายบอกทางมาจนถึงสามแยก ต.ร่วมจิต ให้ตรงต่อไปอีกประมาณ 29 กม.ก็จะถึงทางเข้าเขื่อนสิริกิติ์ จากนั้นตรงเข้ามาอีก 200 เมตร ก็จะถึงสะพานแขวนซึ่งเป็นจุดชมแม่น้ำสองสีแล้วล่ะครับ

อีกหนึ่งสถานที่ชื่นใจที่มีความเชื่อมโยงระหว่างคนกับเขื่อนก็คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านหาดไก่ต้อย ซึ่งเป็นชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการสร้างเขื่อนเพื่อให้คนในพื้นที่มีอาชีพเพาะต้นกล้ามะม่วงหิมพานต์เพื่อจำหน่าย  อีกทั้งยังส่งเสริมการแปรรูปเม็ดมะม่วงหิมพานต์แบบครบวงจรอีกด้วยครับ

ที่นี่เรียกว่าเป็นศูนย์กระจายรายได้ให้แก่ชุมชนบ้านหาดไก่ต้อยจริงๆ เลยล่ะครับ แม้แต่ผู้สูงอายุเองก็สามารถใช้เวลาว่างในการรับจ้างลอกเยื่อเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เพื่อส่งต่อให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านหาดไก่ต้อยได้นำมาแปรรูป จนกลายมาเป็นเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบแห้ง ผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของชาว จ.อุตรดิตถ์ ครับ ใครมาที่นี่นอกจากได้เห็นการทำงานวิถีของคนในชุมชนที่นี่ ได้เห็นกรรมวิธีการผลิตเม็ดมะม่วงหิมพานต์แสนอร่อยแล้ว ยังได้มาอุดหนุนสินค้า OTOP ของที่นี่นั่นก็คือเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบกรอบที่มีให้เลือกด้วยกันหลากหลายรสชาติเลยทีเดียวครับ

อีกหนึ่งสถานที่ที่เราจะพาไปชื่นใจกันต่อนั่นก็คือ เขื่อนดินบ้านท่าเรือ ซึ่งคนในชุมชนนี้ส่วนใหญ่นอกจากจะทำอาชีพประมงน้ำจืดแล้ว การล่องแพเพื่อเที่ยวชมความงามของอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนดินก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่คนในชุมชนร่วมกันทำเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาตินั่นเองครับ

บนแพนี้เราสามารถทำกิจกรรมสนุกๆ อย่างการตกปลา เพื่อนำมาทำอาหารรับประทานกันได้ด้วย (แต่จะมีช่วงเดือนหรือฤดูที่ห้ามตกปลา) หรือใครอยากกินอาหารอร่อยๆ ที่นี่ก็มีอาหารมาเสิร์ฟกันถึงบนแพเลย เรียกว่าเป็นสวรรค์กลางน้ำอย่างแท้จริงเลยครับ ขอบอกว่าอาหารบนแพแห่งนี้นั้นอร่อยใช้ได้เลยครับ แถมบรรยากาศการกินก็ดีมากๆ อีกด้วย มาแล้วต้องบอกว่าชื่นใจจริงๆ เลยครับ เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวอย่างเราจะสนุกสนานแล้วชาวบ้านเองก็มีรายได้เสริมนอกเหนือจากการทำประมงอีกด้วย

มาถึงเช้าวันใหม่เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเมืองลับแล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวในจังหวัดอุตรดิตถ์ที่มีมนต์เสน่ห์ และได้รวบรวมเอาวัฒนธรรม อาชีพ อาหาร และของขึ้นชื่อประจำจังหวัดอย่างทุเรียนหลงลับแลเอาไว้ให้เราได้เข้ามาสัมผัสกัน และวันนี้เราก็ได้รับเกียรติจากทีมชื่นใจเจ้าของเพจ “ฅนชอบเที่ยว” ซึ่งเป็นเพจแนะนำการท่องเที่ยวที่ได้ไปมาตามสถานที่ต่างๆ ของประเทศไทย เดินทางมาเป็นเพื่อนเที่ยวและมาช่วยรีวิวแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของที่นี่อีกด้วยครับ

ก่อนที่เราจะพาไปชมความงดงามของเมืองลับแลกัน เราได้ทำการแบ่งทีมออกเป็นสองทีมด้วยกัน โดยทีมผู้ชายจะพากันไปเติมพลังกันที่ถนนของกินเมืองลับแล ส่วนผู้หญิงก็จะไปลงมือทำอาหารพื้นถิ่นอย่างข้าวแคบที่มีลักษณะคล้ายโรตีสายไหม แต่กรรมวิธีการทำจะเริ่มต้นจากการนำแป้งที่หมักตามสูตรของชาวบ้านไปนึ่งบนปากหม้อที่ตรึงไว้ด้วยผ้าขาวบาง เมื่อแป้งสุกแล้วก็จะแซะออกมาคล้ายๆ แผ่นพลาสติกนั่นเองครับ ส่วนแกงค์หนุ่มๆ ก็เดินหาของกินอร่อยๆ ไปเรื่อยๆ จนมาเจอร้านกิ๊กข้าวพันผักพื้นบ้าน ร้านอร่อยดั้งเดิมของที่นี่ ขอบอกว่าน่าตานั้นน่ารับประทานมากๆ เลยล่ะครับ

และที่พลาดไม่ได้ถ้าหากมาเมืองลับแลก็คือการมาชิมทุเรียนพื้นเมืองอย่างพันธุ์หลงลับแล และพันธุ์หลินลับแล ใครที่อยากลองลิ้มชิมรสของทุเรียนสายพันธุ์นี้ก็สามารถมาหาซื้อกันได้ที่ตลาดหัวดงใน อ.ลับแล กันได้เลยครับ แต่ถ้าหากยังไม่จุใจที่นี่ก็มีสวนทุเรียนให้เราได้ไปเที่ยวชมวิธีการเก็บทุเรียนกันถึงสวนเลยล่ะครับ

สวนทุเรียนที่เราจะไปดูทุเรียนกันนี้คือ สวนทุเรียนภูริด อยู่บนภูเขาครับ ซึ่งหากจะขึ้นไปก็ต้องเช่ารถสองแถวพาขึ้นไปยังจุดที่ไปถึง จากนั้นก็ต้องต่อมอเตอร์ไซค์ที่คนในพื้นที่จะเป็นคนขี่พาเราขึ้นไปยังสวนทุเรียนกันต่อนั่นเองครับ

สำหรับทุเรียนพันธุ์หลงลับแล และหลินลับแล เป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองของชาวลับแล ซึ่งทุเรียนพันธุ์หลงลับแลจะมีคุณสมบัติเด่นคือ กลิ่นจะไม่แรง และเปลือกบาง ส่วนผลนั้นจะมีลักษณะทรงกลม ส่วนหลินลับแลจะมีผลที่เล็กกว่า มีเปลือกสีเขียวอมเหลือง ผลจะเป็นทรงกระบอกซึ่งทั้งสองสายพันธุ์นี้จะออกผลช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ครับ

มาที่นี่นอกจากจะได้เห็นวิธีการเก็บทุเรียนแล้ว ยังได้เห็นวิธีการลำเลียงทุเรียนออกจากสวนอีกด้วย โดยวิธีที่ชาวบ้านใช้จะใช้สลิงในการลำเลียงเพราะหากขนลงมาจะมีความลำบากมาก ชาวบ้านจึงได้คิดค้นวิธีนี้ขึ้นมานั่นเองครับ อ่อ ลืมบอกไปว่าที่นี่เค้ามีบริการบุฟเฟ่ต์ทุเรียนด้วยนะครับ ใครที่เป็นคอทุเรียนจะได้พบเมนูที่ทำจากทุเรียนมากมายหลากหลาย รับรองอร่อยทุกเมนูเลยล่ะครับ

หลังจากชิมทุเรียนกันจนอิ่มแล้ว เราก็ไปเที่ยวกันต่อที่ ชุมชนลาวเวียง กลุ่มเย็บปักถักร้อย ที่บ้านหาดสองแคว ซึ่งการก่อตั้งชุมชนของที่นี่ก็เริ่มมาจากการอยากให้คนในชุมชนมาร่วมถ่ายทอดวัฒนธรรมของชาวลาวเวียงผ่านลงบนผืนผ้า ซึ่งผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นมีความไม่ธรรมดาเลยล่ะครับเพราะต้องใช้ฝีมือและความปราณีต และมีให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อกันหลายแบบหลายสีสันเลยครับ

เราจะพาไปเที่ยวกันต่อที่กลุ่มภูมิปัญญาทำไม้กวาดทางมะพร้าวกันครับ ซึ่งที่นี่เป็นการนำเอาวัตถุดิบในชุมชนมาแปรรูปเป็นสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น อย่างทางมะพร้าวที่หาได้ในชุมชนก็นำมาเหลาเป็นไม้กวาดขนาดเหมาะมือ ชาวบ้านเค้าตั้งใจทำกันมาก ถึงขั้นนับก้านกันเลยทีเดียวนะครับ แหม่ เรียกว่าผ่านคิวซีเรื่องคุณภาพมาตรฐานเป๊ะเลยล่ะครับ

หลังจากที่เราได้ดูทั้งงานฝีมือ งานหัตถกรรมต่างๆ ไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราจะพลาดไม่ได้เลยก็คือการได้มาร่วมสนุกไปกับคณะกลองยาวของชุมชน ซึ่งก็ได้มีการซักซ้อมบทเพลงเพื่อเอาไว้ใช้แสดงในโอกาสพิเศษต่างๆ บอกเลยว่าสนุกสนานมากๆ เลยล่ะครับ

และเราก็มาถึงอีก 1 จุด ที่น่าสนใจ เรียกได้ว่าเป็น Unseen ของ จ.อุตรดิตถ์เลยนั่นก็คือ พระพุทธรูป “หลวงพ่อเพชร” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่ออกแตก” พระประธานที่วัดบ้านแก่งใต้ ซึ่งความแปลกของท่านก็คือที่บริเวณกลางหน้าอกขององค์พระจะแตกออกและมีพระพุทธรูปอีกองค์ซ่อนอยู่ตรงกลางอก ชาวบ้านที่นี่ต่างเลื่อมใสศรัทธาท่านมากๆ ใครผ่านมาก็ควรแวะมาสักการะบูชากันนะครับ

เมื่อเที่ยวชมสถานที่ชื่นใจกันจนครบแล้ว ทีนี้ก็มาถึงการนำข้อมูลต่างๆ ที่ได้ไปเที่ยวชมมารีวิว เพื่อให้ จ.อุตรดิตถ์ กลายเป็นเมืองต้องเที่ยวกันแล้วครับ ทีมงานเพจ “ฅนชอบเที่ยว” ต่างช่วยกันเลือกภาพ พร้อมคิดแคปชั่นโปรโมทสถานที่ต่างๆ ทุกคนต่างบอกว่าทุกภาพทุกเหตุการร์เกิดจากความประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์ของคนพื้นเมือง การต้อนรับขับสู้ น้ำใจที่มีให้แก่นักท่องเที่ยว ทำให้สามารถนำไปเขียนรีวิวได้ง่ายๆ เลยว่า คนที่นี่พร้อมต้อนรับทุกคนทุกเมื่อ..และอุตรดิตถ์ก็เป็นเมืองน่าเที่ยวอีกที่หนึ่ง ที่ต้องมาเที่ยวกันครับ

ติดต่อเยี่ยมชมชุมชน

  • กลุ่มส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านหาดไก่ต้อย โทร. 093-315-9922
  • กลุ่มท่องเที่ยวบ้านท่าเรือ โทร. 089-564-4864
  • ร้านกิ๊กข้าวพันผักพื้นบ้านลับแล โทร. 099-235-6373
  • สวทุเรียนภูริด โทร. 087-212-2873
  • กลุ่มเย็บปักถักร้อย โทร. 087-194-7743
ความเห็น