ชาติชาย ไทยกล้า วีรบุรุษในเปลวไฟ

0
204
ชาติชาย

ชาติชาย ไทยกล้า วีรบุรุษในเปลวไฟ

นักดับเพลิง หนึ่งในอาชีพที่เสี่ยงชีวิตมากที่สุดต้องเสียสละทั้งแรงกายและแรงใจเพื่อดับเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ แม้จะยากลำบากสักเพียงใดแต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคสำหรับ อาจารย์ชาติชาย ไทยกล้าเพราะความสุขของเขาคือการได้ตอบแทนคุณแผ่นดิน

ปัจจุบันอาจารย์ชาติชาย ไทยกล้า ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาคณะกรรมการการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ และผู้อำนวยการสถาบันฝึกดับเพลิงและกู้ภัยชั้นสูง ทาฟต้า นอกจากนั้นยังทำงานอาสากู้ภัยเพื่อสังคม แต่กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้เขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคมามากมายผ่านการฝึกฝนมานับพันนับหมื่นชั่วโมง

วัยเด็กของลูกชาวนาที่เติบโตในค่ายทหาร

ผมเกิดและเติบโตที่ตำบลบ้านพริก อำเภอเมืองฯ จังหวัดพิษณุโลก ที่บ้านทำนาตอนเด็ก ๆ ร่างกายไม่แข็งแรงนัก เลือดกำเดาไหลและชักบ่อยมาก ทางบ้านจึงส่งผมไปอยู่กับอา ซึ่งเปิดร้านขายข้าวแกงและกาแฟอยู่ในค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องจากในค่ายมีโรงพยาบาล เวลาผมไม่สบายจะได้หาหมอได้ทันเวลา

ระหว่างอาศัยอยู่กับอา ผมต้องช่วยงานทุกอย่างเท่าที่ช่วยได้ ออกไปจ่ายตลาด ทำกับข้าว ชงกาแฟตั้งแต่อายุ 6 - 7 ขวบ ตอนนั้นผมตัวเล็กมาก ต้องยืนบนเก้าอี้ถึงจะชงกาแฟขายได้ แม้งานหนัก แต่เป็นข้อดีที่ทำให้ผมรู้จักอดทนมาตั้งแต่เด็ก

การอยู่ในค่ายช่วยให้ร่างกายของผมแข็งแรงขึ้น เพราะได้หาหมออย่างสม่ำเสมอและยังเปิดโอกาสให้เด็กบ้านนอกคนหนึ่งได้เห็นรถถัง เครื่องบิน เห็นภาพการฝึกของทหาร เห็นการซ้อมรบ และได้วิ่งตามเครื่องบินเป็นประจำ จนเกิดแรงบันดาลใจว่าสักวันผมต้องเป็นนักบินให้ได้

ผจญภัยก่อนจะได้ผจญเพลิง

จำได้ว่าตอนเรียน มศ.3 สูงแค่ 140 เซนติเมตร ขณะที่เพื่อนผู้ชายเป็นหนุ่มกันหมด สูง 160 - 170 เซนติเมตร ผมจึงถูกเพื่อน ๆ แกล้งเป็นประจำ แต่ทำอะไรไม่ได้ได้แต่เก็บความอึดอัดไว้ในใจ

กระทั่งจบ มศ.3 ที่บ้านส่งผมไปเรียนที่กรุงเทพฯ เป็นช่วงที่ผมสูงขึ้นพรวด ๆไม่ต้องกลัวใครรังแกแล้ว จึงเกเรซะเลย(หัวเราะ) ผมเรียนหนังสือดี แต่ไม่ยอมไปโรงเรียน มีเรื่องชกต่อยไม่เว้นแต่ละวัน ทางบ้านจึงเรียกให้กลับพิษณุโลก ผมกลับไปทำนาได้ปีกว่าก็เริ่มคิดว่า ชีวิตจะเอาแค่นี้จริง ๆ หรือเราควรกลับไปเรียนหนังสือ ทำตามฝันเสียที

เมื่อคิดได้จึงไปสมัครเป็นนักเรียนจ่าอากาศ ลุงของผมเป็นทหาร ท่านสนับสนุนเต็มที่ บอกว่าเป็นทหารก็ดีจะได้ดัดสันดานหน่อย (หัวเราะ)

พอเริ่มฝึกผมรู้ซึ้งเลย การเป็นทหารโหดมาก เราเป็นเหมือนควายไร้คอกมาก่อนจะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องสนใจใคร พอมาเจอกฎระเบียบ เจอผู้บังคับบัญชา เจอการลงโทษ เรากระดุกกระดิกไม่ได้เลย ตอนนั้นผมอึดอัดมาก คิดอย่างเดียวว่า ไม่ไหวแล้วโว้ย อยากลาออก (หัวเราะ)

แม้กฎระเบียบจะเข้มงวดแค่ไหน ผมก็ยังดื้อ ยังเกเร โดดเรียน หนีเรียนประจำขึ้นปีสองก็ยังไม่หยุด ผมเป็นนักเรียนคนเดียวในรุ่นที่ถูกส่งเข้าคอร์สวิปัสสนา (หัวเราะ)พระอาจารย์ท่านสอนเดินจงกรม นั่งสมาธิผมทำตามนะ แต่ไม่ได้อะไรสักเท่าไร เพราะตอนนั้นใจเรายังไม่นิ่ง

แต่สุดท้ายผมก็เรียนจนจบ ติดยศจ่าอากาศเอก เป็นทหารอยู่ 4 ปี เป็นความภาคภูมิใจมาก ๆ แต่ยังคิดว่าชีวิตเราต้องไปให้ไกลกว่านี้ ยังมีอีกหลายอย่างที่ท้าทายรออยู่ นอกจากนั้นผมมีโอกาสทำงานกับชาวต่างชาติในโรงเรียนฐานบิน ผมจึงได้รู้ว่าประเทศที่เจริญแล้วเขามีมุมมอง มีความคิดอย่างไร ผมคิดว่าขืนอยู่ที่นี่ เราเป็นนักบินไม่ได้แน่นอน เพราะเราไม่ได้จบจากโรงเรียนนายเรืออากาศและมัวแต่เกเรเสียก่อน จึงตัดสินใจลาออก

เด็กบ้านนอกฝันจะไปเมืองนอก

เมื่อลาออกจากทหาร ผมตัดสินใจไปประเทศสหรัฐอเมริกาเลย ตอนนั้นทุนก็ไม่มีไม่มีอะไรทั้งนั้น คิดว่าไปตายเอาดาบหน้าแต่โชคดีที่ครูของผมที่เป็นทหารมีญาติอยู่ที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ท่านจึงฝากให้ผมไปอยู่ที่นั่นด้วย และญาติของท่านก็กลายเป็นผู้มีพระคุณของผมจนถึงทุกวันนี้

คุณหมอสมพงษ์ ทิตาราม และพี่พอใจ ทิตาราม ภรรยา เป็นผู้มีพระคุณของผมและคนไทยที่รัฐจอร์เจียมาก ให้ทั้งที่อยู่ที่กิน ใครเจ็บป่วยไม่สบาย ท่านก็ช่วยรักษาใครไปเรียนก็ช่วยออกค่าเล่าเรียนให้ ตอนผมเหยียบแผ่นดินอเมริกา มีเงินติดตัวแค่ 32เหรียญ ก็ได้ท่านทั้งสองนี่แหละคอยช่วยเหลือ

คนไทยส่วนใหญ่ที่ไปทำงานในอเมริกามักเลือกทำงานร้านอาหาร แต่ผมแปลกกว่าเพื่อน ผมเลือกทำก่อสร้าง เพราะไม่ชอบร้านอาหารเลย คงเป็นความฝังใจที่ต้องช่วยอาทำกับข้าวตั้งแต่เด็ก ๆ (หัวเราะ)

ผมไปสมัครงานที่บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งรับดูแลสวนให้อพาร์ตเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในแอตแลนตา เข้าทำงานครั้งแรกในตำแหน่งคนตัดหญ้า แต่ผมอาศัยความขยัน อดทนและไม่เคยลางานแม้แต่วันเดียว เขาจึงเลื่อนขั้นให้เรื่อย ๆ ประกอบกับผมเป็นคนจริงจังเด็ดขาด มีระเบียบวินัย เพราะเคยเป็นทหารมาก่อน จึงคุมคนงานได้ สุดท้ายเขาจึงให้ผมเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ดูแลต้นไม้ในสนามบินแอตแลนตา ซึ่งขณะนั้นเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสิ่งที่ผมภูมิใจมากที่สุดคือผมได้รางวัลพลั่วเงิน (Silver Spades Awards)เป็นรางวัลที่มอบให้คนที่ทำงานหนักที่สุดด้านการก่อสร้าง ตอนนี้มือผมยังหนาและด้านอยู่เลย (หัวเราะ)

กลับคืนถิ่นเพื่อสร้างตัว

หลังทำงานได้ 7 ปี แม่เรียกให้ผมกลับเมืองไทย ตอนนั้นคิดหนักมาก เพราะเท่ากับเราต้องกลับไปเริ่มศูนย์ใหม่ ขณะที่ผมเป็นผู้ช่วยผู้จัดการมีงานค่อนข้างมั่นคงแล้ว แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจกลับ เพราะคิดว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งก็ต้องกลับอยู่ดี ตอนนั้นผมอายุ 29 ปี ถ้ากลับเมืองไทยหลังอายุ 30 โอกาสหางานยิ่งน้อยลง ฉะนั้นกลับตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า

ผมกลับมาสักพักก็สมัครเข้าทำงานที่บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเชฟรอน คอร์ปอเรชั่นบริษัทพลังงานใหญ่ระดับโลก ในตำแหน่งโฟร์แมน ควบคุมและดูแลเรื่องการรับเรือน้ำมัน ทำได้สักพัก เจ้านายคงเห็นว่าเราหน่วยก้านดี จึงให้รับผิดชอบเรื่องการดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงด้วย

ช่วงที่ผมเริ่มทำงาน ระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ยังไม่ค่อยสมบูรณ์ บริษัทจึงส่งผมไปอบรมเรื่องการดับเพลิง การรักษาความปลอดภัยรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในเอเชียสหรัฐอเมริกา และยุโรป ผมได้ความรู้และประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมได้เริ่มทำงานด้านความปลอดภัยอย่างจริงจัง

ผมดีใจมากที่บริษัทส่งไปอบรม ใจเราอยากเรียนมาก โดดร่ม ดับไฟไม่ใช่ปัญหาเลย อะไรที่เสี่ยง ขอให้ได้เรียนเลยเถอะหลายคนกลัวความเสี่ยง กลัวตาย แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น ถ้าไม่เรียนนี่สิตายแน่ (หัวเราะ)หากเกิดอะไรขึ้น เราจะได้ช่วยเหลือตัวเองก่อน และเมื่อมีความรู้ก็ช่วยเหลือคนอื่นต่อไป

ผมตั้งใจทำงาน อดทน ขยัน ซื่อสัตย์ไต่เต้าจากพนักงานเล็ก ๆ จนสุดท้ายได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการความปลอดภัยและความมั่นคงของบริษัท อุบัติเหตุทุกอย่าง คลังน้ำมันไฟไหม้ เรือน้ำมัน แท่นเจาะ รถน้ำมัน รถแก๊สระเบิด ผมต้องดูแลและจัดการทั้งหมด นอกจากปฏิบัติหน้าที่แล้วผมยังเป็นครูฝึก ตระเวนสอนตามคลังน้ำมันของคาลเท็กซ์ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

ความเห็น