“ติดปีก” จากชีวิตติดลบพันตรี สมพงษ์ สุขสงวนแห่งสายการบินกานต์แอร์

0
100
สมพงษ์

ติดปีก” จากชีวิตติดลบพันตรี สมพงษ์สุขสงวนแห่งสายการบินกานต์แอร์

ความยากลำบากในชีวิตสอนให้มนุษย์รู้จักความอดทน บากบั่นหากต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ อุปสรรคใดๆ ก็ไม่อาจกั้นขวางความสำเร็จ เช่นเดียวกับพันตรี สมพงษ์ สุขสงวน หรือคุณพงษ์ อดีตเด็กชนบทจากแดนใต้ที่กลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจในเครือ “กานต์นิธิ” บริษัทบริหารสินทรัพย์ โรงแรม รถเช่า และ “สายการบินกานต์แอร์” ซึ่งนอกจากให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศแล้ว ยังเป็นสายการบินหนึ่งเดียวของไทยที่อาสาบินรับส่งผู้ป่วย เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ และน้ำนมแม่สู่ลูกโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เขาบอกว่าทุกความตั้งใจเหล่านี้กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ที่ผ่านมา

ทราบมาว่าคุณพงษ์ต้องทำงานหนักตั้งแต่ยังเด็ก ชีวิตในตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้างคะ

ผมเป็นคนจังหวัดพัทลุง เป็นพี่คนโตของน้องอีกสามคน ครอบครัวเราทำสวนยางปลูกข้าวตอนเย็น เลิกเรียนก็จูงวัวเดินไปตามคันนา กลางคืนก็ออกไปดักปลาตามทุ่งเข้านอนสี่ห้าทุ่ม ชีวิตวนอยู่อย่างนี้ แต่ก็สนุกไปตามประสาเด็กบ้านนอก

ช่วงหนึ่งพ่อมีปัญหากับปู่ ถึงขั้นตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอาศัยยุ้งข้าวเล็ก ๆ เนื้อที่ราว 4 × 8 เมตร เป็นที่นอน ไม่มีครัว ต้องเอาก้อนหินมาวางทำเป็นเตาเพื่อหุงข้าวและทำกับข้าว ผมช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านทุกอย่างรวมทั้งช่วยเลี้ยงน้องด้วย

จำได้ว่าครั้งหนึ่งพ่อเตรียมปลูกมะนาวในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์แต่เป็นป่าเสื่อมโทรมพ่อ ผม และน้องชายต้องไปขุดดินถางป่าเป็น 10 ไร่ โดยมีแค่จอบคนละเล่ม เพราะตอนนั้นไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องมืออื่นเลยกว่าจะถางป่าได้แต่ละไร่ต้องใช้เวลานานมากบางครั้งหิวน้ำอยู่กลางทุ่ง แดดก็ร้อน น้ำสะอาดก็ไม่มีดื่ม ต้องไปวักน้ำที่ขังอยู่ในปลักควายมากิน

เคยคิดน้อยเนื้อต่ำใจไหมคะว่า ทำไมชีวิตต้องลำบากขนาดนี้

ผมรู้สึกนะว่าลำบาก แต่ก็สู้เพราะเข้าใจว่าชีวิตคนต่างจังหวัดก็ต้องลำบากแบบนี้ กว่าจะได้เรียนหนังสือก็อายุ 7 ขวบแล้ว ได้เรียนภาษาอังกฤษตอน ป.5 ทีวีก็ไม่มี อย่างเก่งก็ได้ฟังวิทยุ ผมเดินเท้าไปโรงเรียนจนจบ ป.6จนขึ้น ม.1 ถึงมีรถจักรยานขี่ไปโรงเรียน

ทุกวันต้องห่อข้าวใส่ใบตอง บ้างใส่ปิ่นโต บ้างกินที่โรงเรียน กับข้าวก็เป็นอาหารทำง่าย ๆ เช่น ไข่เจียวปลาเค็ม คนที่พ่อแม่มีสตางค์ก็ไม่เอาข้าวไปกินเพราะอาย อยากกินอะไรก็ซื้อกินที่โรงเรียน แต่เพื่อนกลุ่มที่กินข้าวเที่ยงด้วยกันไม่อายกัน บางคนบ้านมีตู้เย็นก็เอาน้ำหวานใส่ถุงแช่ช่องแข็งแล้วเอามาขาย ทุกวันนี้เพื่อนในกลุ่มนี้ได้ดีประสบความสำเร็จกันหมดแล้ว

ที่ลำบากมากคือเรื่องการเดินทางตอนนั้นบ้านผมอยู่ในเขตอำเภอป่าพะยอมรถยังเข้าไม่ถึง มีแต่ทางสำหรับช้างลากไม้ช่วงหน้าฝนไหล่ทางเต็มไปด้วยน้ำ หากเดินไม่ระวังถูกไม้แทง ก็ต้องปล่อยให้หายเองจำได้ว่าเคยบาดเจ็บที่หลังเท้า รองเท้าก็ไม่มีแผลจึงเปื้อนดินเปื้อนโคลนตลอด กว่าจะหายนานเป็นเดือน และยังเป็นแผลเป็นจนถึงวันนี้เจ็บอย่างไรก็ต้องปล่อยให้หายเองตามธรรมชาติเพราะการเดินทางไปไหนมาไหนลำบากมากเรื่องยาเรื่องหมอจึงเป็นเรื่องไกลตัวมาก

ด้วยเหตุนี้ใช่ไหมคะจึงต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่

ตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้น ป.6 น้องสาวคนรองป่วยเป็นไข้เลือดออก พ่อเห็นอาการแย่มากเลยพาส่งโรงพยาบาล แต่ต้องแบกน้องเดินไปประมาณ 3 กิโลเมตร ไปรอรถโดยสารที่ถนนใหญ่ ส่วนโรงพยาบาลอยู่ไกลไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตร ผมยังจำได้ดีพ่อแบกน้องไปตอนกลางวัน กลับมาถึงบ้านกลางดึก แต่น้องเสียชีวิตแล้ว

ช่วงนั้นเรายังอาศัยอยู่ในยุ้งข้าว แต่พ่อกับแม่เริ่มสร้างบ้านซึ่งยังมีแค่เสา น้องชายคนสุดท้องก็ยังตัวเล็ก ๆ ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกว่าชีวิตมันแย่ ต้องย้ายบ้านแล้วยังมาเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก แล้วไม่มีใครสนใจครอบครัวผมเลยน้องสาวเสีย ปู่ก็แทบไม่มางานศพเลย จนลุงต้องไปขอร้องให้มาเพราะสงสารพ่อ

ด้วยความเป็นเด็ก แม้จะคิดว่าทำไมชีวิตต้องโดนขนาดนี้ แต่ใจก็สู้ พยายามทำหน้าที่ตัวเองให้ดี ไปเรียนหนังสือช่วยพ่อแม่ทำงานพอเรียนจบ ม.3 ก็ไปอยู่กับน้าและเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่ปัตตานี ผมช่วยเขาทำนาเกี่ยวข้าวช่วยทำงานทุกอย่าง ระหว่างเรียนชั้นมัธยมปลายก็ต่อยมวยไปด้วย แต่ทำได้พักเดียว เพราะแม่ห้าม แม่คงไม่อยากให้ผมเจ็บตัว

ตั้งใจไว้ก่อนไหมคะว่าอยากประกอบอาชีพอะไร

จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เห็นทหารเดินผ่านแถวบ้านที่พัทลุง ช่วงนั้นมีความขัดแย้งทางการเมือง ทหารต้องต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในป่า ผมเห็นภาพนั้นติดตา โตขึ้นจึงอยากเป็นทหาร บังเอิญมีน้าชายเป็นทหารเกณฑ์ ยิ่งทำให้เราอยากเป็นทหาร

หลังจากเรียนจบ ม.6 ผมเป็นครูสอนเด็กอนุบาลและประถม จนอายุ 21 ปี ถึงเวลาต้องไปเกณฑ์ทหาร ผมตัดสินใจสมัครเลย ไม่ต้องจับใบดำใบแดง

ช่วงที่เป็นทหารได้อะไรเยอะ ต้องฝึกหนักมาก ผมเป็นทหารบก เหล่าทหารม้าตากแดดฝึกทหารจนหนังหัวลอก แต่ก็ภูมิใจมากที่ผ่านมาได้ ทำให้เรามีวินัยและอดทนเป็นการฝึกที่มีประโยชน์มาก พูดตรง ๆ ว่าถ้าผมไม่ได้เป็นทหาร ผมคงเป็นอย่างทุกวันนี้ไม่ได้ เพราะสิ่งสำคัญของทหารคือ วินัยและความอดทนที่สามารถต่อยอด และนำมาใช้กับชีวิตตัวเองได้

หลังปลดทหารผมมาเรียนต่อที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตอนเข้ากรุงเทพฯมีเงินไม่กี่ร้อยบาท ซื้อตั๋วรถไฟชั้น 3เข้ากรุงเทพฯกับซื้อหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับอ่านเสร็จก็ปูนอนใต้ที่นั่งเก้าอี้บนรถไฟ มาถึงกรุงเทพฯก็สมัครเรียนรามฯและทำงานดูแลอพาร์ตเมนต์แถวลาดพร้าว คอยรับโทรศัพท์ดูคนเข้าออก เช็กน้ำไฟ คอยจัดการให้เขาทุกอย่าง

ผมทำงานจนเจ้าของไว้ใจให้ไปดูแลงานก่อสร้างอพาร์ตเมนต์ที่สร้างใหม่แถวหลักสี่ผมนั่งสองแถวไปดูแลให้เขาทุกวัน ช่วยดูตั้งแต่ตอกเสาเข็มทั้งที่ผมไม่มีความรู้เรื่องการก่อสร้างเลย แต่ตากแดดตากฝนมาดูงานจนสร้างเสร็จทำให้ผมมีความรู้ด้านการก่อสร้าง และรู้สึกภูมิใจที่เราขยันจนเขาไว้ใจให้โอกาสได้เรียนรู้

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

ความเห็น