7 ขั้นตอน เจริญภาวนา ด้วยการซ้อมตาย

0
410
เจริญภาวนา

7 ขั้นตอน เจริญภาวนา ด้วยการซ้อมตาย

หลายคนอาจเข้าใจว่า การทำบุญด้วยวิธี เจริญภาวนา ทำยากมาก พอพูดเรื่องการเจริญภาวนานั้นจะนึกถึงการนั่งหลับตา แต่จริงๆไม่จำเป็นต้องหลับตาเสมอไป

1.ก่อนนอนจงชำระร่างกาย  สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดและสบาย  นึกถึงคุณพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์เพื่อน้อมจิตให้มีความนุ่มนวล  จากนั้นจงนอนเหยียดตัวตรง  จัดร่างกายของคุณให้เหมือนศพ  รับรู้ถึงความหนักของร่างกาย  รับรู้ถึงความหยาบ  รับรู้ความเป็นก้อนธาตุ  รับรู้ในความรู้สึกว่าคุณไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้  จากนั้นจงรู้สึกถึงสิ่งรอบตัว  เวิ้งอากาศ  ความมืด  ความเงียบ  ส่งผ่านความรู้สึกไปยังสิ่งเหล่านี้ประหนึ่งว่าคุณคือสายลมที่เบาบาง  ทำอย่างนี้สักพัก  จนจิตสัมผัสได้ถึงความเบิกบาน (มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง  ปลุกจิตด้วยวิปัสสนา  กำหนดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม)

2.สร้างความรู้สึกตัวที่ปลายเท้า เมื่อความรู้สึกชัดเจนแล้วให้ทำความรู้สึกตัวไล่ขึ้นมาจนถึงลำตัว  ต้นขา  หน้าอก  ใบหน้า  จนถึงศีรษะ  เลื่อนลงมารับรู้อยู่ที่ปลายจมูก  จับลมหายใจเบาๆ  เข้า  ออก  สั้น  ยาว  ไม่หนัก  ไม่เบา  ประหนึ่งจับนกน้อยในอุ้งมือ  แม้หนักเกินไปนกจะตาย  แม้เบาเกินไป นกจะหลุดมือ  ทำความรู้สึกอยู่กับลมหายใจพอดีๆ (สร้างฐานกำลังด้วยอานาปานสติ อานาปานสตินี้เป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาในตนเอง)

3.เมื่อเกิดความสงบแล้ว  ขอให้เริ่มต้นแผ่เมตตาจากสิ่งที่อยู่ไกลตัวเข้ามาใกล้ตัว  การแผ่เมตตานี้ไม่ต้องมีคำพูด  ไม่ต้องมีบทสวด  ให้ใช้ความรู้สึกที่ออกมาจากใจ  เหมือนแสงสว่างที่ออกมาจากใจกลางพระอาทิตย์  ค่อยๆ ส่งกระแสความหวังดีออกมาจากศูนย์กลางใจช้าๆ    ขณะเดียวกันจงมโนภาพถึงเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก  นึกถึงบุคคลที่เราไม่รู้จัก  คนที่เดินสวนกันริมทาง    เด็กยากไร้ในต่างแดน  สัตว์น้อยใหญ่  แผ่แสงสว่างแห่งความเมตตาออกไปค่อยๆ ตีวงเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น  มโนภาพถึงครูบาอาจารย์  เพื่อนฝูง  บุคคลที่เคยให้โอกาสสร้างความรู้สึกประหนึ่งว่านี่คือครั้งสุดท้ายที่เราจะมีโอกาสนึกถึงเขา   ทำความรู้สึกเหมือนเรามายืนหน้าบ้านของเขา    มองเข้าไปในบ้าน   เราเห็นเขากำลังใช้ชีวิตตามปกติ  เขาไม่รู้ว่าเรากำลังจะจากไปแล้ว    จากนั้นจงทำความรู้สึกเหมือนเราวางดอกไม้ไว้ที่ริมรั้ว  ไม่มีคำลามีเพียงดอกไม้หนึ่งดอกแทนความรู้สึก  เขาอาจไม่รู้ว่าเจ้าของดอกไม้นี้คือใครด้วยซ้ำ  แต่เรารู้อยู่แก่ใจ  ว่าเราได้เป็นผู้มอบดอกไม้ให้เขาแล้วแทนความปรารถนาดีทั้งหมด (สำนึก รู้คุณ  ดำรงอยู่ในกระแสความดี  บำเพ็ญเมตตาฌาน  เปลี่ยนจิตที่คับแคบของปุถุชน  ให้เป็นจิตของพรหมกว้างใหญ่ไม่มีประมาณ)

4.เคลื่อนความรู้สึกเมตตาเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น  มโนภาพบุคคลในครอบครัว  นึกถึงภาพพ่อแม่พี่น้องลูกสามีภรรยา  ให้ภาพของพวกเขากระจ่างชัดอยู่ในภวังค์จิต  คิดถึงความดีของเขา  คิดถึงความเมตตาที่เขามีให้  คิดถึงรอยยิ้ม  เสียงหัวเราะ  ความสุขที่ได้กระทำร่วมกันมา   จับความรู้สึกให้ชัด  แล้วดำดิ่งลงไปในความรู้สึกเหล่านี้    กำหนดรวบความรู้สึกทั้งหมดไว้ที่ศูนย์กลางใจ  แล้ววางความปิติสุขทั้งหมดไว้ตรงนั้น  อย่าได้นำติดตัวไป  ไม่ต้องเสียใจ  ไม่ต้องรู้สึกผิดบาปใดๆ  ส่งผ่านคำขอโทษ  ขอบคุณ  และความรัก  ทิ้งความรู้สึกทั้งหมดในด้านสว่างและคุณงามความดีไว้ตรงนี้    จากนี้เราจะไม่เอาความรู้สึกใดๆ ติดตัวไปอีก  ทั้งความรัก  ความเศร้า  ความดี  ความชั่ว  เราจะดำเนินไปสู่จิตที่อยู่เหนือความดีและความชั่ว  จิตที่เป็นโลกุตระธรรม   เป็นการเคลื่อนจิตไปสู่ความเป็นกลางอย่างถึงที่สุด  (พิจารณาความไม่เที่ยงด้วยมรณานุสติ   เปลี่ยนจากโลกียภูมิสู่โลกุตรภูมิ)

คลิกเลข 2 เพื่อ่านหน้าถัดไป

ความเห็น